รับล้างแอร์ขอนแก่น

ช่างรับล้างแอร์ขอนแก่น

ค่าบริการล้างแอร์

ล้างแอร์ผนัง
เริ่มต้น 500 บาท

ล้างแอร์แขวนใต้ฝ้า
เริ่มต้น 1,000 บาท

ล้างแอร์สี่ทิศทาง
เริ่มต้น 1,500 บาท

ล้างแอร์ซ่อนฝ้า
เริ่มต้น 1,800 บาท

ข้อดีของการล้างแอร์

1. ประหยัดพลังงานและลดค่าไฟฟ้าอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อแอร์มีฝุ่นและคราบไขมันเกาะหนาแน่นบริเวณแผงคอยล์ ลมเย็นจะไม่สามารถระบายออกมาได้อย่างสะดวก ระบบ sensor จะสั่งให้คอมเพรสเซอร์ทำงานหนักขึ้นและยาวนานขึ้นเพื่อปรับอุณหภูมิให้ได้ตามที่ตั้งไว้ ส่งผลให้กินไฟมากขึ้น การล้างแอร์ให้สะอาดจะช่วยให้อากาศไหลผ่าน<br>ได้อย่างสมบูรณ์ ลดการทำงานหนักของคอมเพรสเซอร์ และช่วยประหยัดค่าไฟได้มากถึง 10–20%

2. ยืดอายุการใช้งานและลดค่าซ่อมบำรุง
การสะสมของฝุ่นและความชื้นเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ถาดน้ำทิ้งอุดตัน จนเกิดปัญหา แอร์น้ำหยด ซึ่งอาจลามไปสร้างความเสียหายให้แก่ฝ้าเพดานหรือเฟอร์นิเจอร์ นอกจากนี้ ตะกรันและคราบสกปรกยังอาจกัดกร่อนแผงคอยล์จนเกิดอาการแอร์รั่วซึม การล้างแอร์เป็นประจำ
ทุก 3–6 เดือนจะช่วยลดการสึกหรอของอะไหล่ภายใน และป้องกันปัญหาจุกจิกที่อาจตามมา
ในอนาคต

3. ยับยั้งแหล่งสะสมเชื้อโรคและปรับปรุงคุณภาพอากาศ
แอร์เป็นสิ่งแวดล้อมที่มีความชื้นสูง ซึ่งเป็นสภาวะที่เหมาะแก่การเจริญเติบโตของ เชื้อรา แบคทีเรีย ไรฝุ่น และ PM2.5 เมื่อเปิดใช้งาน สิ่งสกปรกเหล่านี้จะถูกพัดกระจายออกมาในอากาศ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบทางเดินหายใจ ก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้ ไอ คัดจมูก หรือแสบตา การล้างแอร์ ด้วยน้ำแรงดันสูงและน้ำยาฆ่าเชื้อจะช่วยกำจัดเชื้อโรคเหล่านี้
ทำให้หมุนเวียนเฉพาะอากาศที่สะอาดบริสุทธิ์

4. ขจัดกลิ่นอับและเพิ่มความสดชื่น
กลิ่นที่ไม่พึงประสงค์เวลาเปิดแอร์ใหม่ๆ มักเกิดจากคราบความชื้นและเชื้อราที่เกาะอยู่บนแผงคอยล์เย็น การล้างทำความสะอาดอย่างทั่วถึงจะช่วยขจัดต้นตอของกลิ่นอับ
ทำให้ลมที่เป่าออกมามีความสดชื่น และช่วยให้บรรยากาศภายในห้องน่าอยู่อาศัยยิ่งขึ้น

5. เพิ่มประสิทธิภาพการทำความเย็นและความเงียบ
แอร์ที่สะอาดสามารถกระจายแรงลมได้ดีและทำความเย็นได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องเปิดเร่งอุณหภูมิลงต่ำมากๆ ก็รู้สึกเย็นสบาย นอกจากนี้ การขจัดสิ่งสกปรกที่ติดอยู่ตามใบพัดลม
จะช่วยลดการแกว่งและลดเสียงดังรบกวนขณะเครื่องทำงาน ทำให้ห้องเงียบสงบ
เหมาะแก่การพักผ่อนและการทำงาน

สรุป Frequency ที่เหมาะสมในการล้างแอร์
ทุก 3–4 เดือน สำหรับบ้านที่มีสัตว์เลี้ยง ติดถนนใหญ่ หรือใช้งานเกิน 8–12 ชั่วโมงต่อวัน
ทุก 6 เดือน: สำหรับห้องนอนหรือห้องทั่วไปที่ใช้งานตามปกติ​

ล้างแอร์ด้วยน้ำยา

การล้างด้วยวิธีนี้เป็นวิธีมาตรฐานที่ช่างส่วนใหญ่ล้างให้ลูกค้าทั่วไป เป็นวิธีที่เร้วที่สุด โดยช่างจะถอดอุปกรณ์บางส่วนที่สำคัญมาล้าง เช่น ฟิลเตอร์กรองฝุ่น หน้ากากเครื่อง และถาดน้ำทิ้ง จากนั้นจะทำการคลุมผ้าที่แผงคอยและจีดล้างแผงคอยและใบพัดลม พร้อมทั้งอุปกรณ์ที่ถอดออกมาทางให้สะอาดทุกส่วน ตามที่ถอดออกมาครับ และวิธีนี้ยังลาดคอยร้อยหรือคอมแอร์ด้วยนะครับ
-วิธีนี้จะช่วยให้ล้างสะอาดได้ประมาณ 80-85%
-ข้อดีคือลวดเร็ว ราคาถูกครับ

ล้างแอร์ถอดใบพัด

การล้างแอร์ด้วยวิธีนี้ช่วยให้ล้างได้สะอาดมากขึ้นกว่าวิธีล้างด้วยน้ำยาเนื่องจากว่าวิธีนี้จะทำแบบเดียวกันกับวิธีการล้างแอร์ด้วยน้้ำยาทุกอย่างแต่จะถอดอุปกรณ์ใบพัดลมออกมาล้างด้วย ช่างจึงจะฉีดน้ำทำความสะอาดได้ลึก ได้ละเอียดกว่าปกติ

-วิธีนี้จะล้างได้สอาด 90%ขึ้นไป
-ข้อดีคือสอาดมากกว่าแน่นอน ครับ

ล้างแอร์แขวนคอย

ลการล้างด้วยวิธีนี้เป็นวิธีที่ช่างส่วนใหญ่ไม่ค่อยนิยมล้างให้ลูกค้าเนื่องจากกว่าการล้างด้วยวิธีนี้จะใช้เวลานานกว่าการล้างทั่วไปสองถึงสามเท่า เนื่องจากว่าจะต้องถอดอุปกรณ์ แทบทุกอย่างของคอยเย็นแอร์ลงมา เหลือไว้เพียงแค่คอยทองแทงแผงทำความเย็นเท่านั้น และจะสามารถฉีดล้างคอยล์ได้สอาดหมดจดทุกชิ้นส่วน และยังฉีดน้ำล้างหลังเครื่องได้ด้วย หมดห่วงเรื่องน้ำหยด

วิธีนี้จะล้างได้สอาดมากถึง 96% ขึ้นไป
ข้อดีคือล้างได้สะอาดมากขึ้นแก้ปัญหาน้ำหยดเรื้อรังได้ดี

ตัดล้าง

วิธีนี้จะล้างได้ดีที่สุด ใช้เวลานานที่สุด สะอาดมากที่สุด แทบจะเหมือนแอร์ใหม่เลยทีเดียว วิธีนี้ใช้เวลาล้างนานอาดนานถึง 3-4 ชั่วโมง เพราะเป็นการถอดแอร์ลงมาล้างใหม่ แกะทุกชิ้นส่วนลงมาล้าง ต้องตัดระบบ เข้าระบบใหม่ ต้องแว็คคั่มน้ำยาใหม่ แก้ปัญหาเรื่องน้ำหยดน้ำไหลเรื้อรังได้ ล้างด้านหลังเครื่องได้อย่างหมดจด อุปกรณ์ทุกอย่างแยกชิ้นทั้งหมดเพื่อทำความสะอาดอย่างเต็มที่

ข้อดีคือสะอาดที่สุดเกือบเท่าแอร์ใหม่ สะอาด 97% ขึ้นไป
ข้อคือคือแก้ปัญหาการอุดตัดได้ดี สอาดที่สุดกว่าทุกวิธี

สัญญาณเตือนว่าแอร์ถึงเวลาที่ต้องล้าง

แอร์เย็นช้าหรือเย็นไม่ทั่วห้อง


หากเปิดแอร์เป็นเวลานานแล้วแต่ห้องยังไม่เย็น
หรือรู้สึกเย็นเฉพาะบริเวณหน้าเครื่อง
อาจเกิดจากฝุ่นสะสมบริเวณแผ่นกรองอากาศ
และคอยล์เย็นทำให้ลมผ่านได้น้อยลง
และกระจายความเย็นได้ไม่เต็มที่

ลมแอร์ออกเบากว่าปกติ


ปรับแรงลมไว้ในระดับสูงแต่ลมที่ออกมายังเบา
อาจเป็นเพราะแผ่นกรองและช่องลมมีฝุ่นอุดตัน
หากปล่อยไว้นาน แอร์จะต้องทำงานหนักขึ้น
และอาจกินไฟมากกว่าเดิม

มีกลิ่นอับหรือกลิ่นไม่พึงประสงค์


กลิ่นอับที่ออกมาเกิดจากความชื้น ฝุ่น เชื้อรา
หรือสิ่งสกปรกที่สะสมอยู่ภายในเครื่อง
การล้างแอร์อย่างละเอียดจะช่วยกำจัดต้นเหตุ
ของกลิ่นและทำให้อากาศภายในห้องสะอาดขึ้น

มีฝุ่นปลิวออกมาจากตัวเครื่อง


หากเปิดแอร์แล้วมีฝุ่นหรือเศษสิ่งสกปรก
ออกมาจากช่องลม แสดงว่าภายในเครื่องอาจมีฝุ่นสะสม
เป็นจำนวนมากควรหยุดใช้งานชั่วคราว
และเรียกช่างเข้ามาทำความสะอาด

แอร์มีน้ำหยด


น้ำหยดจากตัวเครื่องอาจเกิดจาก ท่อน้ำทิ้งอุดตัน
ถาดรองน้ำสกปรก หรือคอยล์เย็นมีฝุ่นเกาะ
จนเกิดน้ำแข็ง
อย่างไรก็ตามน้ำหยดอาจเกิดจากสาเหตุอื่นได้
จึงควรให้ช่างตรวจสอบก่อนซ่อม

แอร์มีเสียงดังผิดปกติ


เสียงดังจากพัดลมหรือบริเวณตัวเครื่อง
อาจเกิดจากฝุ่นสะสม สิ่งแปลกปลอม
หรือชิ้นส่วนภายในเริ่มมีปัญหาหา
ล้างแอร์แล้วยังมีเสียงดัง
ควรตรวจสอบระบบและชิ้นส่วนเพิ่มเติม

ค่าไฟสูงขึ้นทั้งที่ใช้งานเท่าเดิม


เมื่อแอร์มีฝุ่นอุดตันเครื่องจะใช้เวลานานขึ้น
ในการทำให้อุณหภูมิถึงระดับที่ตั้งไว้
ส่งผลให้คอมเพรสเซอร์ทำงานหนัก
และอาจทำให้ค่าไฟเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว

แอร์เปิดแล้วทำงานนานและไม่ค่อยตัด


หากแอร์ทำงานต่อเนื่องเป็นเวลานาน
ทั้งที่ตั้งอุณหภูมิตามปกติอาจเกิดจากแอร์สกปรก จนระบายความเย็นได้ไม่ดีแต่ก็อาจเกี่ยวข้องกับขนาด BTU น้ำยาแอร์หรืออุปกรณ์ภายใน
จึงควรให้ช่างตรวจเช็กอย่างละเอียด

มีอาการคัดจมูก ไอ หรือจามเมื่อเปิดแอร์


ฝุ่น เชื้อรา และสารก่อภูมิแพ้ที่สะสมอยู่ในแอร์
อาจถูกพัดกระจายภายในห้อง
ทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกระคายเคือง
โดยเฉพาะเด็กผู้สูงอายุ และผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้

แอร์สกปรกส่งผลต่อภูมิแพ้
และระบบทางเดินหายใจอย่างไร?

หลายคนอาจคิดว่าแอร์มีหน้าที่เพียงทำให้ห้องเย็น
แต่ถ้าไม่ได้ทำความสะอาดเป็นเวลานาน ฝุ่นละออง ความชื้น เชื้อรา
และสารก่อภูมิแพ้อาจสะสมอยู่
บริเวณแผ่นกรองอากาศ คอยล์เย็น ถาดน้ำทิ้งและพัดลม
เมื่อเปิดใช้งาน สิ่งสกปรกบางส่วนอาจฟุ้งกระจายไปกับลม
และส่งผลต่อคุณภาพอากาศภายในห้องได้

อาการที่อาจพบเมื่ออยู่ในห้องแอร์สกปรก

ผู้ที่เป็นภูมิแพ้ โรคหอบหืด เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ
และผู้ที่มีโรคเกี่ยวกับปอด อาจไวต่อฝุ่นหรือเชื้อรามากกว่าคนทั่วไป โดยอาจมีอาการ เช่น

จาม คัดจมูก หรือน้ำมูกไหล

คันจมูก แสบตาหรือน้ำตาไหล

ไอ เจ็บคอหรือระคายเคืองลำคอ

หายใจมีเสียงหวีดแน่นหน้าอก
หรือหายใจไม่สะดวก

รู้สึกว่าภูมิแพ้กำเริบบ่อย
โดยเฉพาะเวลาเปิดแอร์

มีกลิ่นอับภายในห้องและรู้สึกไม่สดชื่น

เชื้อราและความชื้นภายในอาคารสามารถกระตุ้นอาการแพ้และอาการทางระบบหายใจได้
โดยผู้ที่เป็นโรคหอบหืดหรือแพ้เชื้อราอาจมีอาการรุนแรงกว่าคนทั่วไป

ทำไมแอร์ถึงสะสมสิ่งสกปรก?

ในระหว่างการทำงาน แอร์จะหมุนเวียนอากาศภายในห้องผ่านแผ่นกรอง จึงมีโอกาสดักจับฝุ่น เส้นผม ขนสัตว์ และสารก่อภูมิแพ้ต่างๆ
หากปล่อยไว้นานโดยไม่ล้างหรือทำความสะอาด ฝุ่นจะสะสมหนาขึ้น
ขณะที่ความชื้นบริเวณคอยล์เย็นและถาดน้ำทิ้งอาจเอื้อต่อการเกิดเชื้อราและกลิ่นอับได้

อย่างไรก็ตาม แอร์สกปรกไม่ได้หมายความว่า
จะทำให้ทุกคนเป็นโรคทันที
แต่สามารถทำให้คุณภาพอากาศแย่ลง
และกระตุ้นอาการในผู้ที่ไวต่อฝุ่น เชื้อรา
หรือมีโรคทางเดินหายใจอยู่เดิมได้

วิธีดูแลแอร์เพื่อลดฝุ่นและสารก่อภูมิแพ้

– ถอดแผ่นกรองมาทำความสะอาดเป็นประจำ
    โดยพิจารณาตามความถี่ในการใช้งาน
    ปริมาณฝุ่น และคู่มือของเครื่อง
– ให้ช่างล้างแอร์และตรวจสอบคอยล์เย็น พัดลม
   ถาดน้ำทิ้ง รวมถึงท่อน้ำทิ้งตามความเหมาะสม
– หากแอร์มีกลิ่นอับ น้ำหยด หรือมีคราบเชื้อรา
   ควรรีบตรวจหาสาเหตุ
   ไม่ควรใช้น้ำหอมหรือสเปรย์กลบกลิ่น
– ทำความสะอาดห้อง เครื่องนอน
   และบริเวณที่สะสมฝุ่นอย่างสม่ำเสมอ
– ลดความชื้นและจัดให้อากาศถ่ายเท
   เมื่อสภาพอากาศเอื้ออำนวย
   เพราะการควบคุมความชื้นเป็นหัวใจสำคัญ
   ของการลดเชื้อรา US EPA
– หากมีสัตว์เลี้ยงหรือผู้ป่วยภูมิแพ้ในบ้าน
   ควรตรวจแผ่นกรองและทำความสะอาดถี่ขึ้น
   ตามสภาพการใช้งาน

Scroll to Top